มะระขี้นกจึงเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่สำคัญ สำหรับผู้ป่วยเบาหวาน

Last updated: Jul 19, 2020  |  82 Views  |  เบาหวาน และน้ำตาล

มะระขี้นกจึงเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่สำคัญ สำหรับผู้ป่วยเบาหวาน

มะระขี้นกมีชื่อวิทยาศาสตร์คือ Momordica charantia L. อยู่ในวงศ์ Cucurbitaceae  สารสำคัญที่พบว่ามีฤทธิ์ในการลดระดับน้ำตาลในเลือดในมะระขี้นก คือกลุ่ม สเตียรอยด์ (steroidal compounds)  ได้แก่ คาแรนทิน (charantin), กลุ่มโปรตีน (proteins)  ได้แก่ พีและวี อินซูลิน (p-insulin, v-insulin) และกลุ่มแอลคาลอยด์ (alkaloid) ได้แก่ วิคซีน (vicine) โดยสารเคมีเหล่านี้พบมากในผลดิบ  (Raman & Lau, 1996) แต่ก็มีรายงานเกี่ยวกับพิษวิทยาของมะระขี้นกซึ่งส่วนใหญ่จะพบในส่วนของเมล็ด โดยมีงานวิจัยที่ได้ทำการสกัดมะระขี้นกจากส่วนของเมล็ดซึ่งมีสารเคมีที่ชื่อ  แลคติน (lactin) พบว่ามีฤทธิ์ในการทำลายตับและเมื่อให้สารสกัดเมล็ดมะระขี้นกแก่หนูทดลองในขนาด 316 ± 1.4 ไมโครกรัมต่อ 100 กรัมน้ำหนักตัวและขนาด 430 ± 1.3 ไมโครกรัมต่อ 100 กรัมน้ำหนักตัว ที่ระดับความเชื่อมั่น 95% จะทำให้หนูตายภายใน 12 ถึง 72 ชั่วโมง (Barbieri et al., 1979)

           ได้มีการศึกษาฤทธิ์ทางเภสัชวิทยา โดยมีการเปรียบเทียบขนาดของสารสกัดมะระขี้นกจากส่วนผลที่สกัดจากเมทิลแอลกอฮอล์  ในขนาด 80, 100, 120 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัมน้ำหนักตัว ในหนูที่ถูกชักนำให้เป็นเบาหวาน พบว่าสารสกัดมะระขี้นกที่สกัดจากเมทิลแอลกอฮอล์ในขนาด  100 และ 120 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัมน้ำหนักตัว สามารถลดระดับน้ำตาลในเลือดได้ (Chaturvedi, George, Milinganyn, & Tripathi, 2004)  และในอีกงานวิจัยได้ทำการสกัดมะระขี้นกจากส่วนผลโดยใช้น้ำในขนาด 20 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัมน้ำหนักตัว ในหนูที่ถูกชักนำให้เป็นเบาหวานพบว่าสามารถลดระดับน้ำตาลในเลือดได้ และเมื่อมีการเปรียบเทียบร้อยละในการลดระดับน้ำตาลในเลือดกับยา glibenclamide พบว่ามีค่าร้อยละในการลดระดับน้ำตาลในเลือดได้ใกล้เคียงกันที่ประมาณร้อยละ 50 (Virdi et al., 2003) มีการวิจัยที่ใช้สารสกัดมะระขี้นกจากส่วนผลที่สกัดด้วยเมทิลแอลกอฮอล์และน้ำให้กับหนูปกติและหนูที่ถูกเหนี่ยวนำให้เป็นเบาหวาน พบว่าสารสกัดมะระขี้นกทั้งสองแบบสามารถลดระดับน้ำตาลในเลือดได้ทั้งในหนูปกติและหนูที่เป็นเบาหวานได้อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ  (p<0.05) และเมื่อตรวจค่าพารามิเตอร์ในการทำงานของไตคือ ค่ายูเรีย (urea), เครียทินีน (creatinine)  และตับคือค่า  AST, ALT และ AP พบว่าในหนูกลุ่มปกติ ไม่มีการเปลี่ยนแปลงเมื่อเทียบกับกลุ่มควบคุม แต่ในกลุ่มที่เป็นเบาหวาน หลังได้รับสารสกัดมีค่าลดลงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ  (p<0.001)  ซึ่งแสดงให้เห็นว่าสารสกัดมะระขี้นกมีฤทธิ์ในการลดน้ำตาลในเลือด และมีความสามารถในการป้องกันตับและไตได้ (Hepato-renal protective) (El sattar El Balran, El-Gengaihig & El Shabrawy,  2006) ดังนั้นจากการศึกษาทางเภสัชวิทยาทั้งหมดที่ผ่านมาจึงสรุปได้ว่าสารสกัดมะระขี้นกจากส่วนผลที่สกัดด้วยน้ำในขนาด 20 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัมน้ำหนักตัวและสารที่สกัดด้วยเมทิลแอลกอฮอล์ในขนาด 100-120 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัมน้ำหนักตัวสามารถลดระดับน้ำตาลในเลือดในหนูทดลองได้ และอาจจะมีฤทธิ์ในการป้องกันไตและตับ ซึ่งเหมาะที่จะใช้ในการรักษาผู้ป่วยเบาหวานเพื่อลดภาวะแทรกซ้อนที่จะเกิดขึ้น ต่อไตและตับในผู้ป่วยเบาหวานได้

           ในการศึกษาทางคลินิกโดยใช้สารสกัดมะระขี้นกที่สกัดด้วยเมทิลแอลกอฮอล์ในผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 โดยให้ผู้ป่วยรับประทานยาแผนปัจจุบันแบบเต็มขนาดเปรียบเทียบกับการรับประทานสารสกัดมะระขี้นกจากส่วนผล แบบผงที่สกัดจากเมทิลแอลกอฮอล์ขนาด 200  มิลลิกรัมวันละสองครั้งร่วมกับยาแผนปัจจุบันเดิมที่เคยได้รับแบบครึ่งขนาด พบว่าหลังได้รับสารสกัดมะระขี้นกนั้นสามารถลดระดับน้ำตาลในเลือดได้มากกว่าในช่วงที่ได้รับยาแผนปัจจุบันเต็มขนาด  (Tongia, Tongia, & Dave, 2004)  และในอีกการศึกษาได้มีการเปรียบเทียบการสกัดมะระขี้นกจากส่วนผลที่สกัดด้วยน้ำ สกัดด้วยเมทิลแอลกอฮอล์ และผงมะระขี้นกแห้งที่ไม่ได้ผ่านการสกัด ในผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 โดยได้แบ่งออกเป็น 2 กลุ่มคือกลุ่มผู้ป่วยที่ยังไม่ได้รับการรักษาใดๆ และ กลุ่มที่ได้รับการรักษาแต่ยังควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดได้ไม่ดี โดยให้มะระขี้นกทั้งสามรูปแบบนี้ ในขนาด 0.5 กรัมต่อกิโลกรัมต่อวัน และ 1.5 กรัมต่อกิโลกรัมต่อวัน ผลปรากฏว่า สามารถลดระดับน้ำตาลในเลือดในผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 ได้เช่นเดียวกัน แต่เมื่อเปรียบเทียบผลร้อยละในการลดระดับน้ำตาลในเลือดแล้ว  ผงมะระขี้นกแห้งสามารถลดระดับน้ำตาลในเลือดได้มากที่สุด  (Waheed, Miana, sharafatullah, & Ahmad, 2008) จากการศึกษาเบื้องต้นพบว่าผงแห้งจากส่วนผลของมะระขี้นกสามารถลดระดับน้ำตาลในเลือดในผู้ป่วยเบาหวานได้จริง เมื่อใช้แบบเดี่ยวและใช้ร่วมกับยาแผนปัจจุบัน ซึ่งจะทำให้ลดโอกาสในการเกิดอันตรายจากผลข้างเคียงของยาแผนปัจจุบันได้ และวิธีการเตรียมยาผงมะระขี้นกแห้ง นั้นทำได้ง่าย ใช้ต้นทุนต่ำ และไม่มีพิษจากสารตกค้างจากตัวทำละลายอื่นๆ  จึงเหมาะที่จะนำมาพัฒนารูปแบบของสารสกัดให้ง่ายต่อการรับประทานเพื่อใช้ในการรักษาผู้ป่วยเบาหวานต่อไป

ในประเทศไทยได้มีรายงานการวิจัยแบบย้อนหลังเกี่ยวกับมะระขี้นกในการรักษาผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 ที่โรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชด่านซ้าย จังหวัดเลย ซึ่งเป็นการศึกษาแบบย้อนหลังระหว่างปี พ.ศ. 2544 ถึงปีพ.ศ. 2551 โดยที่ผู้ป่วยเบาหวานได้รับผงแห้งมะระขี้นกจากส่วนผลในขนาด 800-1600 มิลลิกรัมต่อวัน โดยมีกลุ่มตัวอย่างจำนวน 42 คน ซึ่งได้รับมะระขี้นกเป็นยาเดี่ยวจำนวน 6 คน และได้รับมะระขี้นกร่วมกับยาแผนปัจจุบัน (sulfunyureas และ metformin) จำนวน 35 คนเป็นเวลา 14 วันโดยที่ไม่มีการเปลี่ยนแปลงยาแผนปัจจุบัน พบว่าค่าระดับน้ำตาลในเลือดก่อนอาหารลดลง  26.9 ± 40.8 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร (p<0.001) หลังจากได้รับมะระขี้นกและพบว่ามีผู้ป่วยจำนวน 19 คนที่มีค่าระดับน้ำตาลในเลือดก่อนอาหารอยู่ในเกณฑ์เป้าหมายคือ ≤ 130 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร คิดเป็นร้อยละ 45.2 (Fuangchan et al., 2009)

จากการศึกษาข้างต้นเกี่ยวกับการใช้มะระขี้นกในการรักษาผู้ป่วยเบาหวานพบว่าผงแห้งมะระขี้นกจากส่วนผล สามารถลดระดับน้ำตาลในเลือดได้ค่อนข้างมาก และจากหลักฐานทางเภสัชวิทยายังพบว่าสารสกัดมะระขี้นกสามารถที่จะปกป้องการทำลายตับและไตได้ ซึ่งน่าจะช่วยลดภาวะแทรกซ้อนในผู้ป่วยเบาหวานได้ แต่ก็มีข้อควรระวังคือจากการศึกษาพิษวิทยาก็พบว่าเมล็ดของมะระขี้นกมีพิษต่อตับ

ดังนั้นในการเตรียมยาควรต้องนำเมล็ดออกก่อนทุกครั้ง และในปัจจุบันมีรายงานการศึกษาการใช้มะระขี้นกทางคลินิกออกมาไม่มากและมีจำนวนของกลุ่มตัวอย่างที่น้อยเกินไป ดังนั้นในงานวิจัยนี้ จึงจะทำการศึกษาผลลัพธ์การได้รับผงแห้งมะระขี้นกจากส่วนผล (ซึ่งได้มีการนำส่วนของเมล็ด ออกก่อนที่จะนำมาทำเป็นผงแห้งบรรจุแคปซูล)

ในผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 โดยสถานที่ทำการวิจัยคือโรงพยาบาลไทรงาม จังหวัดกำแพงเพชร ซึ่งเป็นโรงพยาบาลชุมชุนขนาด 30 เตียง มีผู้ป่วยอยู่ในคลินิกเบาหวานประมาณ 2000 คนโดยมีข้อมูลการใช้มะระขี้นกในการรักษาผู้ป่วยเบาหวานเป็นจำนวนมากและมีการใช้อย่างต่อเนื่อง ซึ่งจะเป็นการศึกษาย้อนหลังตั้งแต่เดือนมกราคม พ.ศ. 2554 ถึง เดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2556 เพื่อศึกษาการลดระดับน้ำตาลในเลือดของมะระขี้นกเมื่อใช้เดี่ยวและเมื่อใช้ร่วมกับยาแผนปัจจุบัน และศึกษาว่ามะระขี้นกสามารถลดภาวะแทรกซ้อนที่เกิดขึ้นต่อตับและไตในผู้ป่วยเบาหวานได้หรือไม่

Powered by MakeWebEasy.com